Idiotic-Beat 的个人资料Idiotic Beat Box照片日志列表 工具 帮助

日志


10月26日

สูญหายกลางทาง

    คนเรามักจะพูดถึงเรื่องการลืม...เมื่อไหร่ที่มีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น เรามักจะบ่นถึงความโชคร้าย
ที่มนุษย์อย่างเรา ๆ ไม่สามารถจะลืมเรื่องอะไรได้ง่าย ๆ ถึงคราวที่เราอยากจะลบภาพอะไรบางอย่างออกไป
ก็ดูเหมือนจะเป็นการยิ่งตอกย้ำร่องรอยความทรงจำเหล่านั้นให้เด่นชัดขึ้นมาในความทรงจำของเราเสียมากกว่า
เพราะอย่างนี้ละมั้ง คนเราถึงกลัวเสียมากมายว่าภาพความทรงจำบางอย่างจะไม่หายไป แล้วจะกลับมาตามหลอกหลอน
เราซ้ำแล้วซ้ำเล่า
 
    บางครั้งก็เป็นเรื่องที่น่าสงสัยที่คนเราไม่ค่อยจะพูดถึงเรื่องการอยากจะจำอะไรบางอย่าง ซักเท่าไหร่
สังเกตได้จากเพลงส่วนใหญ่ที่มักจะพูดถึง การที่เราอยากจะลืมเรื่องบางเรื่อง ลืมคนบางคนมากแค่ไหน
แต่ไม่ค่อยจะเห็นเพลงที่ให้สำคัญกับการอยากจะจำเรื่องบางเรื่องไว้ให้นาน ทั้ง ๆ ที่ก็น่าจะเป็นเรื่องที่สำคัญพอ ๆ กัน
มีคนกี่คน...เรื่องกี่เรื่อง...ที่เราลืมให้ความสำคัญจนมันจางหายไป.....กว่าเราจะรู้ตัวความทรงจำของคนนั้น
เรื่องราวเหล่านั้นก็เจือจางจนแทบจะรู้สึกถึงมันไม่ได้อีก...น่าเศร้ารึเปล่าครับ....
 
    เมื่อถึงเวลาที่ชีวิตเราต้องออกเดินทาง....กี่ครั้งที่เราทำใครบางคนหล่นหายไปเฉย ๆ
ยิ่งออกเดินทางไกล ทางที่เราผ่านมาก็ค่อย ๆ เลือนลาง เมื่อหันหลังกลับมาเราก็มองไม่เห็นเสียแล้ว
ว่าเราได้สูญเสียอะไรไประหว่างทาง....ในบางครั้งเราอาจจะไม่รู้ตัวเลยตัวซ้ำ เราอาจจะไม่รู้สึกเสียใจกับการสูญเสีย
สิ่งสำคัญบางอย่างไปโดยที่เราไม่รู้ตัว....ผมว่าการที่เรากลัวว่าจะไม่ลืม มันไม่น่ากลัวเท่าการที่เราลืม หรอกครับ
 
    บ่อยครั้งที่ผมนั่งนึกถึงใครบางคนที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิต แล้วพบว่าความทรงจำเกี่ยวกับคนเหล่านั้น
มันเบาบางเหลือเกิน ทั้ง ๆ ที่แต่ก่อนก็เคยที่มีช่วงเวลาที่ผ่านมาร่วมกัน หลายครั้งผมเสียใจที่ผมให้
ความสำคัญกับเรื่องราวของพวกเขาน้อยเกินไป....ผมเสียใจจริง ๆ นะ.....
 
    บล๊อกนี้ผมขออุทิศให้กับทุกความทรงจำของทุกคนที่ผมทำหล่นหายไประหว่างทาง
ขอโทษทุกคนด้วยนะครับ.....ผมจะพยายามให้ดีกว่านี้.......
6月23日

พรสวรรค์อันน่าเศร้า

ว่ากันว่าเมื่อคนเราเกิดมานั้น พระเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกชั้นแผนกได้
ประทานสิ่งวิเศษที่เรียกว่าพรสวรรค์ให้ติดตัวกันมาคนละอย่างสองอย่างโดยถ้วนหน้ากัน
 
และแน่นอนเมื่อเราพูดถึงสิ่งพิเศษที่เรียกว่า พรสวรรค์แล้ว ในทางความหมายก็คือสิ่งที่
มนุษย์ท่านนั้นทำได้ดีเป็นพิเศษ โดยที่เขาไม่จำเป็นต้อง
ใช้ความพยายามในการทำสิ่งนั้นให้มากเท่าคนอื่น ๆ
 
อาทิเช่น ช่อน 40 มีความสามารถในการใช้แปรงสีฟันได้เป็นเวลา 2 ปีโดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปล(ร)งเป็นอย่างใด
(บางท่านอาจจะจัดความสามารถพิเศษนี้ให้อยู่ในหมวดหมู่ที่เรียกว่าความทุเรศ มากกว่าจะอยู่ในหมวดหมู่ที่เรียกว่าพรสวรรค์ ก็ไม่ว่ากัน)
 
อย่างไรก็ดี เมื่อไม่นับตัวอย่างข้างต้นแล้ว โดยทั่วไปคำว่าพรสวรรค์นั้นสื่อความหมายในทางบวกด้วยกันทั้งสิ้น
แต่เคยลองคิดกันเล่น ๆ กันบ้างรึเปล่าครับ ว่าโลกนี้มีพรสวรรค์ที่ถ้าเราได้มีแล้วคงไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่ อยู่บ้างหรือเปล่า ?
 
ผมก็ไม่ทราบนะครับว่าทุกท่านคิดอย่างไร แต่เอาเป็นว่าวันนี้ผมจะลองพูดถึงพรสวรรค์ที่คนไม่น่าจะอยากมี
ในความคิดผมให้ฟังกันเล่น ๆ แล้วกัน
 
ไอ้พรสวรรค์ที่ว่านั่นก็คือพรสวรรค์ในการเป็นเป็ดนั่นเอง
(เป็ดที่ว่าไม่ใช่น้องเป็ด 41 ที่ขาดพรสวรรค์ในการเล่นไพ่จับหมูอย่างหนักหน่วงจนต้องถอดเสื้อเต้นอวดเรือนร่างอยู่เป็นประจำ)
 
เป็ดนั้นจัดได้ว่าเป็นสัตว์ที่มีความสามารถรอบด้าน สามารถเดินบนบก ว่ายน้ำได้ จนไปถึงการทะยานขึ้นไปในอากาศ
ไม่ว่าให้ทำอะไร เป็ดจัดให้ได้หมด แต่อย่าไปเอาจริง ๆ จัง ๆ กับเป็ดเขานักเลยนะครับ เพราะถึงคุณเป็ดจะจัดให้ได้
ทุกอย่าง แต่ก็ใช่ว่าสัตว์ปีกชนิดนี้จะทำอะไรได้ดีเป็นชิ้นเป็นอันซะที่ไหน
(ถ้าเป็ดสามารถ วิ่งเร็ว ว่ายน้ำเร็ว บินสูง โลกนี้อาจจะไม่มีข้าวหน้าเป็ดให้เรากินกัน)
 
การมีพรสวรรค์แบบเป็ด ๆ อย่างนี้มองเผิน ๆ อาจจะดูว่าเป็นเรื่องที่ดี
ที่ได้เป็นคนมีความสามารถรอบด้าน แต่ถ้าลองมองอีกมุมดูให้ดีแล้วจะพบว่า
การที่เราทำได้แทบทุกอย่าง แต่ทำได้ไม่ดีซักอย่างมันเป็นเรื่องที่น่าเศร้าซะขนาดไหน
จะดีก็ดีไม่สุด จะเลวก็เลวไม่สุด ไร้ซึ่งเอกลักษณ์และจุดเด่นให้คนจดจำ
ถ้าโลกเรามีแต่คนทำอะไรได้กลาง ๆ โลกนี้คงจะน่าเบื่อและขาดสีสันเป็นแน่แท้
ลองถ้าให้ผมได้มีพรสวรรค์อย่างนี้ ขอให้ผมได้มีพรนรกซะก็ยังจะดีกว่า
 
นั่นแหละครับ...คุณผู้อ่านคิดว่ายังไงกันบ้าง...ถ้ายังมีพรสวรรค์อย่างอื่นที่คิดว่าแย่ ๆ ลองพิมพ์มาเล่าให้ฟังกันได้
แต่ก่อนจากกันไป ผมขอเสนอพรสวรรค์ที่ไม่น่ามีอีกอย่างหนึ่ง นั่นก็คือ
พรสวรรค์ในการม่อดะของพี่โอ ข.ย. รุ่น 40
ที่แสดงอิทธิฤทธิ์ให้เห็นกันมานักต่อนัก ทั้งพี่ ทั้งเพื่อน ทั้งน้อง ทั้งมหาลัยอื่น ระวังตัวกันให้ดีนะครับน้อง ๆ รุ่น 43
พี่โอ ข.ย. เขาเอาจริง ไม่ติงนัง แหงม ๆ !!!
3月12日

คิดสั้น (ๆ)

ช่วงเวลาที่ผ่าน ได้มีโอกาสฟังเรื่องราวหลาย ๆ อย่างจากหลาย ๆ
คนทั้งที่เป็นรุ่นพี่ เพื่อน ๆ และ รุ่นน้องผม อันที่จริงแล้วก็นับว่าเป็นโอกาสที่ดีที่ได้
แลกเปลี่ยนเรื่องราวกับคนอื่น ๆ มากขึ้นกว่าแต่ก่อน ที่มันแย่ก็คือว่า
เรื่องที่ได้ยินเกี่ยวกับแต่ละคนนี่ ค่อนข้างจะกึ่งไปทางเป็นเรื่องเศร้าซะเยอะหน่อย
 
ความเศร้ามันพาคุณไปได้ไกลขนาดไหนกันครับ ?
 
ตั้งคำถามกับทุกอย่าง....หมกหมุ่นจมจ่อม....ปิดตัวเอง ?
วัน ๆ ฟังแต่เพลงเศร้า...ไม่ค่อยอยากเจอผู้คน....คิดว่าทำไมกูถึงซวยขนาดนี้ ?
ทำอะไรเหม่อลอย...โทษคนอื่นจนไม่รู้จะโทษใครเลยกลับมาโทษตัวเอง...เซ็ง เครียด กินเหล้า ?
 
และอื่น ๆ อีกมากมายที่ความเศร้าจะพาเราไป
(ถึงความเศร้าจะพาเราไปได้ไกล แต่ผมว่ามันคงเป็น trip ที่ไม่น่าอภิรมย์เท่าไหร่)
 
บางทีผมสังเกตว่า คนเศร้าส่วนใหญ่มักจะมีจุดร่วมบางอย่างร่วมกัน เช่น
การพยายามหาคำตอบให้กับความเศร้าของตัวเอง แต่ก็ไม่เคยเจอสักที
หรือถ้าเจอก็คิดมากเชื่อมโยงเรื่องราวต่าง ๆ มาต่อกันจ
นบางครั้งมันก็กลายเป็นเรื่องเศร้าเรื่องใหม่ไปซะได้
สุดท้ายมันก็เศร้ากันไปแบบไม่มีที่สิ้นสุด
 
คำตอบว่าเราเศร้าเพราะอะไรมันสำคัญขนาดไหนครับ ?
 
บางครั้งเวลาผมเศร้าผมก็เคยพยายามหาคำตอบ...แต่บ่อยครั้งผมพบว่าไอ้การหาคำตอบ
เนี้ยมันเป็นการส่งเสริมความหมกหมุ่นในห้วงอารมณ์ของผมซะมากกว่าจะช่วยให้ผมคลี่คลาย
บางครั้งถึงรู้ไปว่าเศร้าเรื่องอะไร ก็ไม่ได้ช่วยให้เราหายเศร้าเลย
แล้วสุดท้ายเนี้ย คำถามว่าเราเศร้าเพราะอะไร ก็คงจะไม่สำคัญเท่า
เราจะออกจากความเศร้านี้ไปได้ยังไงใช่มั้ยครับ ?
 
จริงอยู่ครับ ถ้าเราไม่เข้าใจความเศร้าของตัวเองมันอาจจะไม่ได้ทำให้เราเกิด
การเรียนรู้ว่าเราจะรับมือกับความเศร้าพวกนี้ได้ยังไง แต่เอากันแต่พอดี ๆ แล้วกันนะครับ
คิดกันไปเยอะ ๆ มันจะเข้าข่ายหมกหมุ่นซะมากกว่าจะช่วยให้เกิดอะไรที่ดีขึ้น
 
ดังนั้นวันนี้มาคิดสั้น ๆ เหมือนการ์ตูนสามช่องดีไหมครับ เข้าใจง่ายรู้เรื่องเร็ว
อย่าไปคิดมาก ๆ กับความเศร้าเป็นหนังยาว drama เลยน่ะครับ เดี๋ยวจะคิดสั้นเอา ;)
 
ปล. ที่หายไปไม่มา up blog เนี้ยไม่ได้เป็นเพราะผมหลงทางอยู่ในความเศร้านะครับ 55+
12月25日

little big adventure

จากความเป็นวัยรุ่นที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์โลกของผมและผองเพื่อน
จากความเป็นเด็กที่ไม่เคยวางแผนอะไรเลยแบบที่ใคร ๆ ก็ว่าผม
เช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา ผมเลยไปหายใจอยู่บนอุทยานแห่งชาติน้ำหนาว ที่ จ.เพชรบูรณ์ อย่างงง ๆ

( คุ้งเพื่อนสนิทผมบอกว่า เป็นเพราะพวกเรา กำลังต้องการอะไรแบบนี้อยู่พอดี
trip อันฉุกละหุกอย่างที่สุดนี้จึงเกิดขึ้นมาได้ แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่าไหร่หรอกครับ )
 
การเดินทางทุก ๆ ครั้ง เรามักจะเจอกับคนแปลกหน้าที่ยังไงเราก็รู้ว่า
ชีวิตนี้เราคงได้เจอกับเค้าเพียงครั้งเดียว เป็นช่วงคาบเกี่ยวอันบังเอิญสั้น ๆ
แต่ที่ trip นี้ที่ต่างออกไปเพราะ คนที่ผมเจอทุกคนเป็นคนดีจนน่าประหลาดใจ

( อันที่จริงแล้วคำว่าคนดีอย่างจนประหลาดใจ ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ ถ้าผมไม่ได้เป็นคนที่
ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองมากเกินไป คำว่าน่าประหลาดใจ น่าจะใช้กับคนเลวมากกว่า
เลวจนน่าประหลาดใจ... )
 
อย่างน้อย ๆ น้ำใจที่ได้จากคนแปลกหน้าที่เจอ ผมก็สัมผัสได้ว่าเขาให้เพราะอยากให้
ไม่ได้หวังว่าจะต้องมีการตอบแทนอะไรให้กัน เพราะโอกาสที่จะเจอกันอีกคงน้อยมาก
เป็นการให้ แบบไม่ต้องติดค้าง ไม่ต้องคิดมาก แล้วก็จากกันไปแบบไม่ต้องมีอาลัยอะไรกัน
เพราะอย่างน้อย ๆ ในชีวิตนี้เราก็ได้เจอกันแล้ว และได้ทิ้งความทรงจำดี ๆ ไว้ให้กัน
แล้วจะยังต้องการอะไรมากกว่านี้อีกหรือ ?
 
เวลาเจออะไรแบบนี้ผมก็แอบคิดว่าชีวิตแบบนี้ก็คงดีเหมือนกัน ไม่ต้องผูกมัด
ไม่ต้องคาดหวังอะไรอีก...บางทีผมก็ล้ากับความสัมพันธ์แบบที่มันซับซ้อนมากเกินไป
ของโลกใบนี้เต็มที ต้องมาทำดีหวังให้คนรู้สึกดีกับเรา ต้องทำไปตามสิ่งที่คนอื่นคาดหวัง
แล้วสุดท้ายเวลาอะไร ๆ มันเริ่มเลวร้าย ไอ้ที่เราคิดว่าดีมันก็กลายเป็นเรื่องที่กลับมาบ่อนทำลาย
ชีวิตเราได้อีกอยู่ดี
 
ความรู้สึกดีบางอย่าง คงไม่ต้องซับซ้อนมาก ไม่ต้องใช้เวลามาก แค่น้ำใจดี ๆ มิตรภาพดี ๆ
ในช่วงเวลาที่ถูกต้อง แล้วก็จากกันไป...คงจะง่าย และอิ่มเอมกว่ากันเยอะ....
 
บล๊อกนี้ขออุทิศให้
พี่อัมพร ที่ได้ไปพบที่เพชรบูรณ์สำหรับการดูแลอย่างอบอุ่น
พี่ ๆ ที่อุทยาน ทุกคนสำหรับความสะดวกหลายประการ
คุณป้าตลุยแดนหนาวที่ให้คำแนะนำในการรักษาร่างกายให้อุ่นในเช้าวันเสาร์
คุณพี่ที่ถ้ำใหญ่น้ำหนาว ที่ให้การผจญภัยสนุก ๆ
คุณป้ารถกระบะ ที่ให้ติดรถออกไปจากอุทยาน
คุณพี่วัยรุ่น ที่แวะมาให้ฟิลม์ฟรี ๆ กับนัทหนาว
คุณพี่โคตรวัยรุ่น ที่ให้ติดรถลงไปหล่มสัก การทำความเร็วลงเขาของพี่น่าประทับใจมาก
สภาพอากาศที่ทำให้ผมได้ชื่มชม และดื่มด่ำ กับ trip นี้ได้อย่างเต็มที่
และขอบคุณ ร้อน หนาว คุ้ง ช่อน โอ สำหรับผู้ร่วม trip ที่เล็ก ๆ แต่ใหญ่ นี้
 
แค่นี้คงพอแล้วสำหรับหนึ่ง trip สั้น ๆ ของผม.....trip ของคนที่กำลังหลงทาง....
12月19日

fragile

เคยได้อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับไม้ที่ถูกตอกตะปูไหมครับ
เรื่องนี้เขาบอกเอาไว้ว่า ไม้ที่ถูกตอกตะปูแล้วแม้จะถอนตะปูออก
ยังไงมันก็ยังจะทิ้งรอยเอาไว้บนผืนไม้นั้นตลอดกาล
 
อันที่จริงแล้ว เรื่องราวคล้าย ๆ กันนี้ก็เคยถูกพูดถึงในบทเพลงของคุณอิทธิ
เพลงที่เขาร้องว่า
 
"แก้วที่มันร้าวไม่นานก็คงจะแตก ใจที่มันร้าวไม่นานก็คงจะแหลก
แตกสลาย...ไม่มีทางเหมือนเดิม"
 
คงเคยได้ยินกันใช่มั้ยครับ อันที่จริงสิ่งที่ผมจะพูดในตอนนี้ก็คือ
เรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์นั่นแหละครับ....
 
ผมเชื่อว่าอย่างน้อย ๆ ทุก ๆ คนก็คงจะได้พบเรื่องแบบนี้กันบ้างใช่ไหมครับ
กับเวลาที่เราได้ฝากรอยตะปูไว้ในความรู้สึกของคนอื่น หรือเราจะเป็นฝ่ายถูกตอกตะปูเสียเอง
เวลานั้นเราก็จะได้ค้นพบว่า การรักษาความสัมพันธ์อันเปราะบางนั้นมันยากลำบากแค่ไหน
บางทีผมก็ยังสงสัยว่าการพยายามจะรักษาความสัมพันธ์อันนั้นไว้มันจะคุ้มค่าแค่ไหนกัน....
คนเรามีความพยายามมากแค่ไหนกันครับ ที่จะรักษาความสัมพันธ์ที่เรารู้ว่าไม่ว่าจะยังไงก็ไม่มีวันเหมือนเดิมไว้
แน่นอนครับของทุก ๆ อย่างก็มีราคาของมัน ไม่เว้นแม้แต่การรักษาความสัมพันธ์
ผมว่ามันคล้าย ๆ กับกรณีรถชนที่ค่าซ่อมมันแพงจนซื้อรถใหม่ไปเลยยังไงก็คุ้มกว่านั่นแหละครับ
 
เป็นคุณคุณจะซ่อมรถหรือว่าทิ้งมันเป็นเศษเหล็กให้ย้ำเตือนว่าเคยมีอุบัติเหตุในชีวิตกันครับ....?
 
บางทีจะเอาเรื่องรถที่คิดกันด้วยตรรกะกับเรื่องที่ตรรกะเข้าไม่ถึงอย่างความรู้สึกก็ดูจะน่าเกลียดไปหน่อย
แต่พวกคุณคิดว่ายังไงกันครับ...มันยังมีทางออกที่สามอีกรึเปล่า...ที่ทำให้เรายังรักษาความสัมพันธ์นั้นเอาไว้ได้
อย่างสนิทใจ ไม่รู้สึกว่าเคยทำผิดใด ๆ ต่อกัน ไม่รู้สึกว่าติดค้างอะไรกันอยู่
ไม่ถึงขนาดต้องลดช่องว่างให้ใกล้กันเหมือนเดิม เอาแค่ให้รู้สึกว่าความสัมพันธ์ดี ๆ บางอย่างมันยังคงอยู่ก็พอ....
 
ใครคิดได้ช่วยบอกผมด้วยนะครับ พอดีผมทำแก้วตกแตกซะแล้ว...
12月11日

ก็มันเรื่องของฉัน

Bono แห่ง U2 เคยบอกผมในเพลง Walk on ไว้ว่า
 
Walk on
What you got, they can't steal it
No they can't even feel it
 
แน่นอนครับ....บางทีเรื่องบางเรื่องมันก็เป็นเรื่องของคน ๆ เดียวเท่านั้น
สุดท้ายแล้วทุกวันนี้มันเป็นเรื่องของผมคนเดียว...เพราะจะไม่มีใครมาขโมย
ความรู้สึกดี ๆ ใด ๆ ไปจากผมได้เลยแม้แต่อย่างเดียว.....
 
ถามว่าทุกวันนี้ผมเสียใจเรื่องอะไร....นั่นนะสิครับ....
 
ผมก็ตอบไม่ได้หรอกว่าอะไร เพราะใครรึเปล่าที่ทำให้ผมรู้สึกแบบนี้
แต่นั่นมันไม่สำคัญหรอกครับ เพราะผมคิดว่าถึงจะมีคนที่ทำให้ผมต้องเสียใจ
เขาก็ไม่ตั้งใจที่จะทำให้เป็นอย่างนี้หรอก แล้วเขาก็ไม่ได้บอกให้ผมเสียใจสักหน่อย
ผมต่างหากเสือกโง่เสียใจเอง....มันเป็นเรื่องของผมคนเดียว....
 
และท้ายที่สุด...เรื่องถูกหรือผิดมันไม่สำคัญอะไรอีกต่อไปแล้ว...
ใครจะคิดยังไงกับเรื่องนี้ มันก็เรื่องของเขาครับ....
 
เพราะถ้าวันนี้ผมยังมีความรู้สึกดี ๆ ต่อใครอยู่มันก็เป็นความรู้สึกของผมคนเดียว
แล้วมันจะยังอยู่ตรงนั้นเสมอ ๆ...ผมแค่อยากตกตะกอนมันเอาไว้ตรงนี้ก่อน
แล้วผมก็จะเดินไปข้างหน้าต่อไปอยู่แล้วครับ...
 
ขอบคุณ หน้าคุ้ง เป็นพิเศษสำหรับบทสนทนาดี ๆ เช่นเคย....และทุกคนที่เป็นห่วงผม
หน้าหนาว หน้าร้อน หน้าเหี้ย (ช่อน) หน้าม่อ (โอ) น้าปื้ด โชเพื่อนรัก และโซน่า
ที่ทำให้หลาย ๆ ค่ำคืนมันผ่านไปง่ายกว่าปกติ และน้อง ๆ โดยเฉพาะ
น้องเพ็ญ และ น้องเอมี่ ยังไม่นับรวมพวกพี่ ๆ ในวันนั้นที่
เข้ามาคุยกับผมโดยเฉพาะพี่ เอก 36 พี่ช่วยชีวิตผมในวันนั้นไว้เลยน่ะครับ !
 
ถึงเวลาของผมแล้วครับ BONO ถึงเวลาที่ผมจะ leave something behind
แล้ว Walk on เสียที !! (พูดไปงั้นแหละ จริง ๆ ไม่รู้จะทำได้วันไหน)...
11月20日

why เปิดโปง ?.... WHY NOT เปิดโปง !!!!

สำหรับผมแล้ว ผมไม่คิดว่าจะมีที่ไหนเล่นคอนเสิร์ตกันเหมือนกับที่นี่....
 
เสียงผู้คนที่กรีดร้อง พลังบนเวที ความตั้งใจของผู้คน
เคยเห็นคนดูที่เค้าตั้งใจมาดูมีอารมณ์ร่วมกันแบบสุด ๆ
ไม่ว่าจะเล่นดนตรีแทบจะไม่เป็นภาษาเลยรึเปล่าครับ ?
 
สำหรับผม เวที เปิดโปง สามครั้งที่ได้มีโอกาสเล่น ไม่มีครั้งไหนที่จะไม่ประทับอยู่ในความทรงจำ...
 
แต่ปีนี้มันพิเศษกว่านั้น.....
 
สำหรับทุกท่านที่ได้ร่วมงานในวันนั้น ก็คงทราบกันไปแล้วว่าพลังของเปิดโปงปีนี้มันมากขนาดไหน
เปิดโปงมันไม่ได้เป็นเรื่องของการเล่นคอนเสิรต์ไปทั้งหมด แต่มันคือการทำให้ทุก ๆ คนในคณะมีความสุข
 
ผมขอโทษเพื่อน ๆ ที่อาจจะอยากร้องเพลงบนเปิดโปง แต่ไม่ได้ร้อง
และคนที่ผมชวนให้ร้อง แต่ไม่เต็มใจร้องและไม่ยอมร้องไว้ด้วย
อยากบอกว่าจริง ๆ ผมแค่พยายามทำให้เต็มที่ ทำโชว์มันออกมา
ให้มันสนุกที่สุดสำหรับทุก ๆ คนถ้าผมทำตรงนั้นไม่สำเร็จ
ก็ต้องยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดของพวกผมเองแหละ
แต่คนที่ผมชวนมาแล้วไม่เต็มใจ และไม่ยอมร้องนั้น
ผมหวังว่าถ้าพวกคุณได้ดูงานปีนี้แล้ว enjoy มัน
ก็คงจะเข้าใจความตั้งใจ ของพวกผมได้ดีขึ้น .....
 
ผมไม่ได้จะชวนใครมาร้องเพลงเพื่อให้พวกเขาดูแย่นะครับ
ผมชวนมาเพื่อให้ช่วยกันทำวันนั้นให้สนุกต่างหาก....
 
ขอบคุณพี่ ๆ ทุกคนโดยเฉพาะพี่หมู พี่ปิง ที่ให้โอกาสผมตลอด ปีนี้พวกพี่ทำได้เยี่ยมมากครับ
ขอบคุณน้อง ๆ พี่ ๆ ที่มาร่วมงาน โดยเฉพาะพี่ซันที่กลับมาชวนสร้างบรรยากาศในเปิดโปงปีนี้อีกครั้ง
พวกน้อง ๆ รุ่น 41 42 ที่ตั้งใจเล่นทำให้คืนนั้นเป็นคืนที่พิเศษมากสำหรับผม
 
ส่วนเพื่อน ๆ รุ่น 40 ของผม.....
 
ปีหน้าปีสุดท้ายแล้วนะครับ ทำไมไม่มาดู หรือขึ้นมาร่วมสนุกกันบ้างหละ
ถ้ายังสงสัย เปิดโปง อยู่ ลองถามคนที่เขาไปในวันนั้นดูแล้วก็จะไม่มีคำถามอีก
 
WHY NOT เปิดโปง !!!
 
 
 
 
 
 
11月5日

burn !

ออกตัวก่อนว่าไม่ได้ชอบ Yngwie เท่าไหร่ จบคอนเสิร์ตก็ไม่ได้ทำให้ชอบเขามาขึ้นเท่าไหร่
 
แต่ Yngwie แม่ง จุด ธันเดอร์โดมลุกเป็นไฟ
 
ป.ล. ขอบคุณพี่ซันอย่างยิ่งสำหรับ โอกาสนี้ไว้ด้วย แล้วอีกอย่างไอ้ sound engineer
คอนเสิร์ตนี้มันหูตึงรึไงว่ะ แม่งซาวด์ก็ห่วย เสียงก็แหลมดังทำลายหูกูอีก ไม่ไหว
 
ส่วนปีหน้า เจอกันแน่ Eric Clapton The Slow Hand !!!
9月23日

the revolution is coming....

จากเหตุการณ์บ้านเมืองที่เพิ่งผ่านมา ทำให้นึกถึงเพลง Wind of Change เพลงนี้
ประพันธ์โดย Klaus Meine แห่งคณะ Scorpion ซึ่งก็ไม่รู้ว่าใครเป็นคนนิยามวงนี้ไว้ว่าเป็น
"แมงป่องผยองเดช"
 
เพลงนี้ถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกเพื่อเฉลิมฉลองการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในยุโรปตะวันออกในช่วงยุคนั้น (1990) ยุคที่กำแพงเบอร์ลินพังทลาย โซเวียต ล่มสลาย จุบจบแห่ง สงครามเย็น
 
เพลงนี้เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะของเพลงอันเป็นสัญลักษณ์ของการรวมประเทศอีกครั้งของเยอรมัน
และมักจะถูกเปิดประกอบ ภาพการพังทลายของกำแพงเบอร์ลินทางทีวีในเยอรมันเสมอ ๆ
 
กำแพงเบอร์ลินที่ว่าหนา ๆ ก็พังทลายสลายเป็นเศษผงกลายเป็นของขายที่ระลึกให้นักท่องเที่ยวไปตั้งสิบหกปีแล้ว
แต่ดูเหมือนว่าท่านอดีตผู้นำคนล่าสุดของเรานั้น หน้าหนากว่ากำแพงเบอร์ลินมากอยู่หลายขุม.....
 
เพลงนี้น่าจะหาฟังไม่ยาก ลองฟังเนื้อหาดูดี ๆ จะรู้ ว่าเพลงนี้ให้อารมณ์ของการเปลี่ยนแปลงได้อย่างลึกซึ้ง
 
แล้ววันนี้ก้อได้เดินผ่านแถว ๆ มาบุญครอง ไปเจอ ป้ายโฆษณา ๆ นึง มี copy ที่ดีมาก เหมาะกับสถานการณ์อย่างยิ่ง เค้าบอกเอาไว้ว่า
 
Power is nothing without Control !
 
ผู้ที่ไม่รู้จักพอในการใช้อำนาจ ก็ย่อมพบจุดจบเช่นนี้แล....
8月29日

super massive bad day

เมื่อวานนี้ ขนาดจะฟัง bad day กล่อมใจตัวเองยังไม่มีให้ฟัง
ขนาดจะติดต่อเพื่อน ๆ แก้เหงา ก้อยังไม่มีมือถือให้โทร
ขนาดจะไปหาอะไรกิน ก้อยังไม่มีเงิน....ขนาดจะนอน ยังไม่มีกะใจนอนเลย....
 
แต่ขอบคุณเพื่อน ๆ ทุกท่าน สำหรับความห่วงใย อยู่เป็นเพื่อนผมเมื่อวาน
และสำหรับ พีพี โทษที ที่ทำให้เจอเรื่องซวย ๆ.....
 
ช่างแม่งเว้ยยยย !!!!
7月20日

Bad Day ก็แค่วันแย่ ๆ อีกวัน

Daniel Powter - Bad Day
 
มีโอกาสได้ฟังเพลงนี้มานานแล้ว แต่ไม่เคยได้ฟังอย่างจริงจัง
คุ้งทองเพื่อนสนิทของผมคนนึงบอกกับผมว่า ถ้าเพลงนี้มาถูกจังหวะ ก็จะทำให้มันร้องไห้ได้ ตอนนั้นผมก็ไม่ได้คิดอะไร...
 
เมื่อวันสองวันที่ผ่านมาบังเอิญมีเรื่องราวบางอย่างที่เข้ามากระทบผมแรง ๆ
แบบไม่ค่อยได้เจอนานแล้ว
ตกดึก เหมือนจะเป็นเวลาที่ผ่านไปยากในช่วงเวลาที่มีอะไรรบกวนใจตลอดเวลา
ผมลองหยิบเพลงนี้ขึ้นมาฟัง....
 
ผมไม่ได้ร้องไห้ แต่ความรู้สึกที่แทนที่ก็คือ ทำไมกูถึงไร้สาระอย่างนี้
ไม่ลุกขึ้นแล้วเดินต่อไปง่าย ๆ วะ แม่งก็แค่ bad day ใคร ๆ ก็มีกันได้
 
bad day ไม่ใช่ bad days อย่าทำให้ช่วงเวลาเลวร้ายมันยาวนานเกินไป
 
เรื่องแย่ ๆ จะนานแค่ไหนมันก็ยังอยู่กับเราไปเรื่อย ๆ
ทำตัวแย่ประชดเรื่องแย่ ๆ ไป อีกปีสองปีมองกลับมาก็จะรู้สึกทุเรศในความเป็นเด็กของตัวเองเปล่า ๆ
 
ตอนนี้ผมก็แค่ต้องสร้าง passion ใหม่ ๆ ให้ตัวเอง ให้ได้เร็วที่สุด
 
ก่อนจากกันไป ขอมอบเพลง bad day ให้ทุกท่านที่กำลังมีวันแย่ ๆ (ไปหาฟังกันเอาเอง) ขอขอบคุณ daniel powter สำหรับบทเพลงป๊อปดี ๆ คุ้งทอง กับ นัทหนาวสำหรับบทสนทนาอันมีค่า  moderndog สำหรับเพลง เธอเท่านั้น ที่เพราะมากช่วยให้ผมผ่านวันแย่ ๆ ไปได้อีกหนึ่งวัน
 
ขอบคุณช่วงเวลาแบบนี้ที่ทำให้ผม update blog ที่มีเรื่องราวชีวิตส่วนตัวเก็บไว้ได้เป็นครั้งแรก ถึงแม้คนอ่านคงจะไม่ได้รู้สึกอะไรไปกับผม แล้วออกจะงงด้วยซ้ำก็เหอะ
 
ขอให้ทุกท่านบอกกับตัวเองเสมอในวันซวย ๆ ว่า
 
กูยังไม่ตายหรอกเว้ย ยังหัวเราะได้ ยังเดินต่อไปได้โว้ยยย !
6月16日

ความจริง

เพราะความจริงไม่ได้มีเพียงแค่หนึ่ง

เพราะความจริงที่ต่างอาจจะทำให้เราทะเลาะกัน

เพราะคนบางคนยากจะยอมรับความจริงข้อนี้

เพราะคนหลายคนไม่เข้าใจความจริงของเขา

แล้วเพราะคนอีกหลายคนก็ไม่เข้าใจในความจริงของคนอื่น

เพราะคนอีกมากมายเชื่อว่าคิดกันมากแล้วสิ่งที่ได้ต้องเป็นความจริง

เพราะใครต่อหลายคนก็ลืมไปว่าความจริงบางครั้งก็อยู่ใกล้ ๆ ตัว

เพราะเขาหรือเธอ อยากเล่นบทพระเจ้าขีดเส้นให้คนอื่นเดิน จนลืมว่าความจริงเราก็เป็นแค่คน

เพราะพวกเธอ ก็ลืมว่าเขาเหล่านั้นก็เป็นคน ก็เลยไปข่มขู่เขาด้วยวิธีการบางอย่างที่เธอเรียกว่าความจริง

แล้วพวกเธอลืมหรือยังว่าความเปลี่ยนแปลงเป็นความจริงอันนิรันดร์

หรืออยากจะหลอกตัวเองด้วยความลวงว่าสิ่งที่เรากำลังรักษาคือความจริงที่ยั่งยืน

แล้วจริงหรือ ที่เธอคิดว่าเข้าใจจิตใจของเขา ในขณะที่มือของเธออีกข้างกำลังเหนี่ยวอยู่ที่ไกปืน

จริงหรือ ที่ความลวงที่เธอสร้าง จะสร้างความจริงอันยิ่งใหญ่ในใจใคร

เป็นความจริงที่ในตอนนี้ผมไม่สามารถเข้าใจความจริงของคุณได้

เป็นความจริงที่คุณก็อาจจะไม่เข้าใจความจริงของผม

แต่ไม่ว่าจะอย่างไรเมื่อเวลาเปลี่ยนไป ความจริงก็อาจจะเปลี่ยนแปลง

สิ่งที่ผมพูดอาจจะไม่จริงอีกต่อไป สิ่งที่คุณคิดอาจจะไม่ใช่ความจริงเลยก็ได้

ถ้าเพียงพวกเราต่างยอมรับในความจริง ของกันมากขึ้นก็คงดี

เพราะความจริงไม่ได้มีเพียงแค่หนึ่ง

5月18日

welcome to the machine

ยินดีต้อนรับทุกท่าน สู่เครื่องจักร
 
ที่นี่เรามีสถานเลี้ยงดูที่ประคบประหงมทุกท่านอย่างดี ให้มีระเบียบวินัยในทุกขั้นตอน
เรามีโรงเรียนที่สอนให้ท่านเป็นคนในแบบที่สังคมต้องการ
ไม่ต้องห่วงว่าความแตกต่างจะทำให้ท่านเข้ากับทุกคนไม่ได้ เพราะท่านจะคิดเหมือนทุกคน และทุกคนจะคิดเหมือนท่าน
ความฝันไม่ใช่สิ่งจำเป็น เพราะเราจะบอกท่านเองว่าท่านควรจะฝันอะไร
 
ตั้งใจเรียน หางานที่มั่นคง หาเงินให้ได้มาก ๆ แต่งงานเลี้ยงลูก
ตั้งใจเรียน หางานที่มั่นคง หาเงินให้ได้มาก ๆ แต่งงานเลี้ยงลูก
ตั้งใจเรียน หางานที่มั่นคง หาเงินให้ได้มาก ๆ แต่งงานเลี้ยงลูก
 
เมื่อท่านเติบโต เรามีโลกที่จะรองรับท่าน โลกแห่งความซ้ำซากอันน่าหลงใหล

เช้าตื่นนอน เกือบจะสายทำงาน ค่ำคืนเลิกงาน ถึงบ้านท่านก็นอน
เช้าตื่นนอน เกือบจะสายทำงาน ค่ำคืนเลิกงาน ถึงบ้านท่านก็นอน
เช้าตื่นนอน เกือบจะสายทำงาน ค่ำคืนเลิกงาน ถึงบ้านท่านก็นอน

เรามีแผนการทุกอย่างให้ท่านแล้ว ไม่ต้องห่วงว่าท่านจะคิดไม่ออกว่าควรทำอะไรต่อไป
เราจะจัดการทุกอย่างให้ท่านเองตามกลไกของระบบ

ความคิดจะทำให้ท่านกลุ้มกังวล แต่โลกของเราจะทำให้ท่านละทิ้งความจริงอันไม่จำเป็น
ถ้าท่านเหนื่อยล้าเกินไป ไม่ต้องห่วงเรามีเครื่องบรรเทาอาการของท่านได้เป็นอย่างดี
เรามีทั้งแสงไฟ และสายควัน โลกแห่งแสงสีจะทำให้ท่านหลงลืมชีวิตประจำวัน
น้ำทิพย์จะทำให้ท่าน ดื่มด่ำไปกับความลวงอันสวยงาม
แต่วิธีนี้ทางเราไม่ขอแนะนำ เพราะมันขัดกับสิ่งที่ทางระบบเราเรียกกันว่าศีลธรรม
ถ้าท่านเกิดกลุ้มกังวล ในเรื่องนี้ไม่ต้องห่วง เรามีตัวช่วยท่านเป็นอย่างดี เปิดดูทีวีของท่านสิ
 
ละคร ตลก เกมโชว์ ละคร ตลก เกมโชว์ ละคร ตลก ละคร ตลก เกมโชว์ ละคร ตลก เกมโชว์ ละคร ตลก เกมโชว์ ละคร ตลก ละคร ตลก เกมโชว์ ละคร ตลก เกมโชว์ ละคร ตลก เกมโชว์ ละคร ตลก ละคร ตลก เกมโชว์
 
นี่แหละโลกของความจริงแบบที่ระบบของเราต้องการ เพลิดเพลินไปเถิด รื่นเริงกันต่อไป
ชีวิตท่านไม่จำเป็นต้องมีเป้าหมาย เพราะเป้าหมายของเราคือการทำให้ท่านลืมความจริง
แม้อีกหนึ่งซีกโลกกำลังจะมีคนอดตาย นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ....
 
ระบบของเราเท่าเทียม นี่คือสิ่งที่ถูกต้อง ถนนทุกสายจะพาท่านไปยังจุดหมายเดียวกัน
ถ้าท่านกระโดดลงไหล่ทาง ท่านจะถูกทิ้งเอาไว้โดดเดี่ยวเดียวดาย ท่านพร้อมที่จะยอมรับความสูญเสียนั้นหรือ ?
 
ท่านไม่คิดว่าการกระโดดลงไหล่ทางเป็นสิ่งที่ถูกต้องใช่มั้ย ถ้าคิดอย่างนั้นก็
ยินดีต้อนรับ....ยินดีต้อนรับสู่เครื่องจักร.....
 
*inspired by pink floyd - welcome to the machine
5月16日

กลับบ้าน

วันนี้ได้นั่งกลับมาฟังเพลง remember 16 จากเรื่อง macross 7 ที่ตอนเด็ก ๆ เคยชอบมาก ๆ เพิ่งเคยได้อ่านคำแปลของเพลงนี้ รู้สึกว่ามันมีพลังแบบบอกไม่ถูก...คิดถึงตอนที่เราสิบหกจังเนอะ...

 

ทุก ๆ ครั้งที่ได้กลับมาที่นี่ ความทรงจำเก่า ๆ ก็กลับมา
ความฝันเก่า ๆ เรื่องราวที่ไม่เคยได้บอกใคร
ดวงดาวบนฝากฟ้า สายลมพัดเย็น
นึกถึงวันวาน ตอนที่ยังเป็นเด็ก ไม่เห็นต้องแคร์อะไรเลย

 

ยังจำวันที่เราวางแผนจะทำนู้นทำนี่
ตอนนั้นเหมือนกับใครจะว่าเรายังไงก็ไม่เคยใส่ใจ

 

ยังไงก็จะไม่ลืม ตอนที่ยังมีเวลามองดวงอาทิตย์ขึ้นด้วยพลังอันน่าเหลือเชื่อ
ตอนนั้นฉันคิดว่าฉันจะไปได้ไกล และคงไม่มีอะไรที่ฉันทำไม่ได้

 

ยังจำตอนเรา สิบหก ได้มั้ย......

 

นึกถึงวันที่ฉันได้มองตาเธอเป็นครั้งแรก
ตอนนั้นฉันรู้สึกว่า อยู่ ๆ ก็รักเธอขึ้นมาแบบไม่รู้ตัว...
ความรู้สึกฉันมันฟ้อง ว่าเธอคือคนนั้น
แต่แล้วเธอก็โบกมือ แล้วบอกลาฉันไป

 

วันเวลาก็หมุนเวียนเปลี่ยนไป
เราต่างก็ไม่เหมือนเดิม ความรู้สึกเก่า ๆ ก็เริ่มจางหาย
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราควรจะลืม
ช่วงเวลาที่เราได้พบเจอ วันที่เหมือนว่าทุกอย่างจะเป็นแบบเดิมตลอดไป....

 

ยังจำตอนเรา สิบหก ได้มั้ย....

4月29日

คงไม่มีอะไรเปลี่ยน...คงเคยชินกันแล้ว....

ก็มันเป็นอย่างนี้มานานแล้ว ก็มันเป็นประเพณี ทำก็ทำไปสิ
ถูกผิดไม่รู้หรอก แต่เค้าทำมานานแล้วนะ ทำไมเราไม่ทำหล่ะ ?
 
จะเปลี่ยนไปทำไม ไม่ต้องคิดมากหรอก เดินแบบเก่าไปนั่นแหละ ดี
ดียังไงเหรอ...ไม่รู้เว้ย เดี๋ยวมีคนถามค่อยคิดเอาก็ได้ ไม่สาย ๆ
 
เฮ้ย เราวางแผนกันมาเยอะนะเว้ย เสียสละ ๆ เข้าใจมั้ย เข้าใจบ้างสิ...
แต่เอ๊ะ การทำงาน กับ การเสียสละ มันเป็นคนละเรื่องกันนะ...เฮ้ยบ้า..อย่าพูดแบบนั้นสิ
 
อย่าถามมาก บอกแล้วไง...ไอ้พวกถามมากเนี้ยเกลียดนัก แม่งใช้อารมณ์กันทั้งนั้น....
พวกชั้น วางแผนกันมานักต่อนักแล้ว ไม่ต้องถามหรอก เชื่อใจสิ...เชื่อสิ...
 
เอาอีกแล้วไอพวกนี้....ไอ้พวกขี้เมาอีกแล้ว....แม่งวัน ๆ ได้แต่เมา แม่งคิดอะไรไม่เป็นหรอก...
นี่พวกกูนี่ ของแท้...พวกกูเข้าเรียน ส่งงานตลอด...อย่าเอาเซลล์สมองที่โดนแอลกอฮอล์ทำลายมาเทียบกับพวกกู....
 
เฮ้ย อย่ามาเลอะเทอะ บอกแล้วเค้าทำกันแบบนี้มานานแล้วเว้ยยย อย่ามาล้มอะไรที่ทำมานานแล้วได้มะ
ตอนนี้พวกกูยังไม่กล้าหาญพอ เฮ้ย ไม่ใช่สิ มันดีอยู่แล้วต่างหาก ก็บอกไปตั้งแต่แรกแล้วไง
 
แต่กูว่าไม่มีอะไรสร้างมาเพื่อให้อยู่ตลอดไปหรอกนะ....บ้า มึงหนะคิดผิด....
พอและ ๆ ขี้เกียจพูด ต้องไปประชุม งานเยอะนะ คุยกับพวกมึงยิ่งเลอะเทอะ ไป๊...
 
4月27日

สิ่งสวยงามเหล่านั้น จะไปไม่หายไปสินะ...

            รูปภาพเก่า ๆ อาจจะเลอะเลือนไปตามกาลเวลา หรือมีค่าเป็นเพียงแค่ภาพนิ่งหนึ่งภาพ แต่เรื่องราวที่อยู่ข้างในอาจจะแจ่มชัดดั่งภาพเคลื่อนไหวนับร้อยนับพันเฟรม สีสันยังคงดูสดใส ตัวละครที่อยู่ในภาพยังคงโลดแล่นมีชีวิตอยู่ในความทรงจำไม่เคยเปลี่ยนแปลง เพลงเก่า ๆ ถูกเราเปิดฟังครั้งแล้วครั้งเล่า บางเพลงเก่าจนต้องเปิดฟังจากเทปจนยืด ต้องแช่ตู้เย็นกันเป็นว่าเล่น เก่ากว่านั้นก็เป็นแผ่นเสียงรุ่นพ่อรุ่นแม่ เปิดกันจนแผ่นสึก แทบจะฟังไม่ได้ สุ้มเสียงท่วงทำนองก็เก่า ๆ ซ้ำเดิม แต่ทุกครั้งที่ฟังก็ช่วยนำความทรงจำเก่า ๆ มาให้เราได้หวนคิดถึง...เวลาเก่า ๆ แบบนั้นช่างน่าหลงใหลจริง ๆ นะ...พวกเราต่างถวิลหาอดีต...
           เมื่อสองสามวันก่อนได้มีโอกาสไปดูหนังเรื่อง always ที่โรงหนังสยาม กับ นัทหนาว แบบไม่ทันได้ตั้งตัว หนังพูดถึงช่วงเวลาหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ในยุค 50 ของประเทศญี่ปุ่น ในเวลานั้นญี่ปุ่นกำลังเร่งสร้างชาติฟื้นฟูประเทศของตนเองด้วยความฝัน ทะเยอทะยานอันสวยงาม ที่ถนนสายที่สาม ยังคงมีชุมชนเล็ก ๆ แฝงตัวอยู่...พวกเขากำลังใช้ชีวิตอยู่ในช่วงเวลาอันน่าหลงใหลนั้น....
            ซูสุกิ โนริฟูมิ เจ้าของอู่รถ ซูสุกิ ออโต้ กำลังสร้างเนื้อสร้างตัว แล้วใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุขกับภรรยา และลูกชายที่น่ารัก ด้วยความจำเป็นบางอย่างเขาได้รับเด็กสาวจากต่างจังหวัดที่ชื่อ มัตสุโกะเอาไว้เป็นผู้ช่วยในอู่ มัตสุโกะจากบ้านนอกมาด้วยความหวังที่จะได้ทำงานอยู่ในตึกใหญ่ ๆ แต่เธอก็ต้องผิดหวังเมื่อพบว่า อู่ของ ซูสุกิ เป็นเพียงอู่เล็ก ๆ กระจอก ๆ เท่านั้น
            ที่บ้านฝั่งตรงข้าม ริวโนะสุเกะ นักเขียนไส้แห้ง คนนึง ใช้ชีวิตเพียงลำพังได้ด้วยเงินค่าเรื่องจากนิตยสารที่ไม่มีชื่อเสียง และรายได้ที่ได้มาจากร้านขนมเล็ก ๆ ร้านหนึ่ง มีชีวิตดำเนินไปซ้ำซากเหมือนทุก ๆ วัน จนเขาได้พบกับ ฮิโรมิ สาวเจ้าของบาร์ ที่กำลังมีปัญหาอยู่พอดี เพื่อนของฮิโรมิได้นำเด็กคนหนึ่งมาฝากให้เลี้ยง เธอรู้ดีว่าคงเลี้ยงเด็กคนนี้ไม่ไหว จึงตะล่อมให้ ริวโนะสุเกะ นำเด็กคนนี้ไปเลี้ยงดูแทนเธอจนได้การเข้ามาของเด็กชายคนนี้ทำให้ชีวิตของริวโนะสุเกะที่อยู่มาเพียงลำพังเปลี่ยนไป เช่นเดียวกันกับ มัตสุโกะ ที่นำความเปลี่ยนแปลงมายังบ้านของซูสุกิ หนังยังมีตัวละคร น่ารัก ๆ อย่างคุณหมอ ที่เด็ก ๆ เรียกกันว่ายักษ์ ปูมหลังของตัวละครตัวนี้จะทำให้ซึ้งน้ำตาไหลเลยหล่ะ
            ฉากหลังของเรื่องดำเนินผ่านไปตามฤดูกาล  การเปลี่ยนแปลงของบ้านเมือง และหอโตเกียวที่ยังสร้างไม่เสร็จ...โดยเฉพาะหอคอยโตเกียว นั้นเป็นภาพสะท้อนของความทะเยอทะยาน ของชาวญี่ปุ่นอย่างชัดเจนเลยทีเดียว นอกจากนี้หนังยังแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ทำให้ช่วงเวลานี้ช่างมีเสน่ห์ ผู้คนเต็มไปด้วยพลัง และความหวังใหม่ ๆ ที่จะใช้ชีวิตในโลกใหม่ ๆ ที่ทุกคนร่วมกันสร้างมาด้วยกัน
           ตัวหนังนั้นเล่าถึงความสัมพันธ์ของตัวละครในเรื่องออกมาได้อย่างน่ารัก ตัวละครแต่ละตัวต่าง เป็นแรงบรรดาลใจให้กันและกัน ความสัมพันธ์ของตัวละครก่อตัวขึ้นอย่างอบอุ่นและแข็งแรงเมื่อเวลาดำเนินผ่านไป ทำให้เรารู้สึกว่า การได้มีชีวิตอยู่เนี้ย เป็นเรื่องที่ดีจริง ๆ เลยนะ
           ภาษาหนังของหนังเรื่องนี้ก็ดี แบบว่าต้องไปดูเอง เอาเฉพาะฉาก long take ตอนเปิดเรื่อง ถ้าไม่ขนลุก ก็ให้มันรู้กันไป อีกอย่างเพลงประกอบเรื่องนี้ดีมาก ๆ ถ้าจะถามว่าหนังเรื่องนี้คล้าย ๆ หนังเรื่องไหนของบ้านเรา ก็คงจะประมาณ แฟนฉัน แต่เรื่องนี้ไม่ได้เน้นที่ตัวละครเด็กนะ แต่หนังให้ความรู้สึกถวิลหาอดีตเหมือน ๆ กัน อีกทั้งยังเป็นหนังที่ดูแล้ว feel good มาก ๆ เหมือนกันด้วย วิธีเล่าเรื่องของหนังเรื่องนี้บางทีก็จะการ์ตูนหน่อย ๆ ทำให้ดูสนุกและลื่นเอามาก ๆ
           ดูจบ น้ำตาไหลแบบ สุด ๆ เพราะว่าหนัง บิ้วมาก ๆ นั่งแต๋วแตกกับนัทหนาวสองคน พอออกมานอกโรง เจอไอปื้ด กำลังรอดูหนังเรื่องนี้รอบต่อไป มันก็งงว่าเป็นเหี้ยอะไรกัน แต่พอหนังจบ ผลลัพท์เป็นไง ถามปื้ดเองได้
           แน่นอน ในชีวิตของคนเราเวลาก็ต้องเดินต่อไปข้างหน้าไม่มีวันหยุด บางครั้งคนบางคนก็จากเราไป ช่วงเวลาที่สวยงามก็จะไม่ย้อนกลับมาอีกแล้ว แต่ทุก ๆ สิ่ง จะมีสักเศษเสี้ยวหนึ่งที่จะอยู่ในความทรงจำของเรา หรือแม้วันที่เราจากโลกนี้ไป ส่วนหนึ่งของเราก็จะดำรงอยู่ในความทรงจำคนอื่นเสมอ ๆ เพราะฉะนั้นอย่าเสียใจไปเลย....สิ่งสวยงามพวกนั้นหนะ....จะดำรงอยู่เสมอไป....always....
4月13日

บทเริ่มต้น

พื้นที่นี้...จะมีสักที่คนที่ได้เห็น...
พื้นที่อื่น...ไกลออกไปจะมีใครมองเห็นบ้างรึเปล่านะ...
 
ถ้าจะมีสักคนมองเห็นพื้นที่พวกนั้น...พวกเขาก็คงเป็นคนที่มองหา...
แล้วพวกคุณที่ผ่านมา...กำลังมองหาผมอยู่รึเปล่า.....?
 
...ยินดีที่ได้รู้จักนะ....
 
 
4月12日

บล๊อกของฉัน

วันนี้...ควรจะบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์...
   เพราะ...กูเขียนบล๊อกเป็นครั้งแรก....
 
 
 
 
 
 
 
 
 
                            ม่ตื่นเต้นละสิ...?