| Idiotic-Beat's profileIdiotic Beat BoxPhotosBlogLists | Help |
|
October 26 สูญหายกลางทาง คนเรามักจะพูดถึงเรื่องการลืม...เมื่อไหร่ที่มีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น เรามักจะบ่นถึงความโชคร้าย
ที่มนุษย์อย่างเรา ๆ ไม่สามารถจะลืมเรื่องอะไรได้ง่าย ๆ ถึงคราวที่เราอยากจะลบภาพอะไรบางอย่างออกไป ก็ดูเหมือนจะเป็นการยิ่งตอกย้ำร่องรอยความทรงจำเหล่านั้นให้เด่นชัดขึ้นมาในความทรงจำของเราเสียมากกว่า เพราะอย่างนี้ละมั้ง คนเราถึงกลัวเสียมากมายว่าภาพความทรงจำบางอย่างจะไม่หายไป แล้วจะกลับมาตามหลอกหลอน เราซ้ำแล้วซ้ำเล่า บางครั้งก็เป็นเรื่องที่น่าสงสัยที่คนเราไม่ค่อยจะพูดถึงเรื่องการอยากจะจำอะไรบางอย่าง ซักเท่าไหร่
สังเกตได้จากเพลงส่วนใหญ่ที่มักจะพูดถึง การที่เราอยากจะลืมเรื่องบางเรื่อง ลืมคนบางคนมากแค่ไหน แต่ไม่ค่อยจะเห็นเพลงที่ให้สำคัญกับการอยากจะจำเรื่องบางเรื่องไว้ให้นาน ทั้ง ๆ ที่ก็น่าจะเป็นเรื่องที่สำคัญพอ ๆ กัน มีคนกี่คน...เรื่องกี่เรื่อง...ที่เราลืมให้ความสำคัญจนมันจางหายไป.....กว่าเราจะรู้ตัวความทรงจำของคนนั้น เรื่องราวเหล่านั้นก็เจือจางจนแทบจะรู้สึกถึงมันไม่ได้อีก...น่าเศร้ารึเปล่าครับ.... เมื่อถึงเวลาที่ชีวิตเราต้องออกเดินทาง....กี่ครั้งที่เราทำใครบางคนหล่นหายไปเฉย ๆ
ยิ่งออกเดินทางไกล ทางที่เราผ่านมาก็ค่อย ๆ เลือนลาง เมื่อหันหลังกลับมาเราก็มองไม่เห็นเสียแล้ว ว่าเราได้สูญเสียอะไรไประหว่างทาง....ในบางครั้งเราอาจจะไม่รู้ตัวเลยตัวซ้ำ เราอาจจะไม่รู้สึกเสียใจกับการสูญเสีย สิ่งสำคัญบางอย่างไปโดยที่เราไม่รู้ตัว....ผมว่าการที่เรากลัวว่าจะไม่ลืม มันไม่น่ากลัวเท่าการที่เราลืม หรอกครับ บ่อยครั้งที่ผมนั่งนึกถึงใครบางคนที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิต แล้วพบว่าความทรงจำเกี่ยวกับคนเหล่านั้น
มันเบาบางเหลือเกิน ทั้ง ๆ ที่แต่ก่อนก็เคยที่มีช่วงเวลาที่ผ่านมาร่วมกัน หลายครั้งผมเสียใจที่ผมให้ ความสำคัญกับเรื่องราวของพวกเขาน้อยเกินไป....ผมเสียใจจริง ๆ นะ..... บล๊อกนี้ผมขออุทิศให้กับทุกความทรงจำของทุกคนที่ผมทำหล่นหายไประหว่างทาง ขอโทษทุกคนด้วยนะครับ.....ผมจะพยายามให้ดีกว่านี้....... June 23 พรสวรรค์อันน่าเศร้าว่ากันว่าเมื่อคนเราเกิดมานั้น พระเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกชั้นแผนกได้
ประทานสิ่งวิเศษที่เรียกว่าพรสวรรค์ให้ติดตัวกันมาคนละอย่างสองอย่างโดยถ้วนหน้ากัน และแน่นอนเมื่อเราพูดถึงสิ่งพิเศษที่เรียกว่า พรสวรรค์แล้ว ในทางความหมายก็คือสิ่งที่
มนุษย์ท่านนั้นทำได้ดีเป็นพิเศษ โดยที่เขาไม่จำเป็นต้องใช้ความพยายามในการทำสิ่งนั้นให้มากเท่าคนอื่น ๆ อาทิเช่น ช่อน 40 มีความสามารถในการใช้แปรงสีฟันได้เป็นเวลา 2 ปีโดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปล(ร)งเป็นอย่างใด
(บางท่านอาจจะจัดความสามารถพิเศษนี้ให้อยู่ในหมวดหมู่ที่เรียกว่าความทุเรศ มากกว่าจะอยู่ในหมวดหมู่ที่เรียกว่าพรสวรรค์ ก็ไม่ว่ากัน) อย่างไรก็ดี เมื่อไม่นับตัวอย่างข้างต้นแล้ว โดยทั่วไปคำว่าพรสวรรค์นั้นสื่อความหมายในทางบวกด้วยกันทั้งสิ้น
แต่เคยลองคิดกันเล่น ๆ กันบ้างรึเปล่าครับ ว่าโลกนี้มีพรสวรรค์ที่ถ้าเราได้มีแล้วคงไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่ อยู่บ้างหรือเปล่า ? ผมก็ไม่ทราบนะครับว่าทุกท่านคิดอย่างไร แต่เอาเป็นว่าวันนี้ผมจะลองพูดถึงพรสวรรค์ที่คนไม่น่าจะอยากมี
ในความคิดผมให้ฟังกันเล่น ๆ แล้วกัน ไอ้พรสวรรค์ที่ว่านั่นก็คือพรสวรรค์ในการเป็นเป็ดนั่นเอง
(เป็ดที่ว่าไม่ใช่น้องเป็ด 41 ที่ขาดพรสวรรค์ในการเล่นไพ่จับหมูอย่างหนักหน่วงจนต้องถอดเสื้อเต้นอวดเรือนร่างอยู่เป็นประจำ) เป็ดนั้นจัดได้ว่าเป็นสัตว์ที่มีความสามารถรอบด้าน สามารถเดินบนบก ว่ายน้ำได้ จนไปถึงการทะยานขึ้นไปในอากาศ
ไม่ว่าให้ทำอะไร เป็ดจัดให้ได้หมด แต่อย่าไปเอาจริง ๆ จัง ๆ กับเป็ดเขานักเลยนะครับ เพราะถึงคุณเป็ดจะจัดให้ได้ ทุกอย่าง แต่ก็ใช่ว่าสัตว์ปีกชนิดนี้จะทำอะไรได้ดีเป็นชิ้นเป็นอันซะที่ไหน (ถ้าเป็ดสามารถ วิ่งเร็ว ว่ายน้ำเร็ว บินสูง โลกนี้อาจจะไม่มีข้าวหน้าเป็ดให้เรากินกัน)
การมีพรสวรรค์แบบเป็ด ๆ อย่างนี้มองเผิน ๆ อาจจะดูว่าเป็นเรื่องที่ดี
ที่ได้เป็นคนมีความสามารถรอบด้าน แต่ถ้าลองมองอีกมุมดูให้ดีแล้วจะพบว่า การที่เราทำได้แทบทุกอย่าง แต่ทำได้ไม่ดีซักอย่างมันเป็นเรื่องที่น่าเศร้าซะขนาดไหน จะดีก็ดีไม่สุด จะเลวก็เลวไม่สุด ไร้ซึ่งเอกลักษณ์และจุดเด่นให้คนจดจำ ถ้าโลกเรามีแต่คนทำอะไรได้กลาง ๆ โลกนี้คงจะน่าเบื่อและขาดสีสันเป็นแน่แท้ ลองถ้าให้ผมได้มีพรสวรรค์อย่างนี้ ขอให้ผมได้มีพรนรกซะก็ยังจะดีกว่า
นั่นแหละครับ...คุณผู้อ่านคิดว่ายังไงกันบ้าง...ถ้ายังมีพรสวรรค์อย่างอื่นที่คิดว่าแย่ ๆ ลองพิมพ์มาเล่าให้ฟังกันได้ แต่ก่อนจากกันไป ผมขอเสนอพรสวรรค์ที่ไม่น่ามีอีกอย่างหนึ่ง นั่นก็คือพรสวรรค์ในการม่อดะของพี่โอ ข.ย. รุ่น 40 ที่แสดงอิทธิฤทธิ์ให้เห็นกันมานักต่อนัก ทั้งพี่ ทั้งเพื่อน ทั้งน้อง ทั้งมหาลัยอื่น ระวังตัวกันให้ดีนะครับน้อง ๆ รุ่น 43 พี่โอ ข.ย. เขาเอาจริง ไม่ติงนัง แหงม ๆ !!! March 12 คิดสั้น (ๆ)ช่วงเวลาที่ผ่าน ได้มีโอกาสฟังเรื่องราวหลาย ๆ อย่างจากหลาย ๆ
คนทั้งที่เป็นรุ่นพี่ เพื่อน ๆ และ รุ่นน้องผม อันที่จริงแล้วก็นับว่าเป็นโอกาสที่ดีที่ได้
แลกเปลี่ยนเรื่องราวกับคนอื่น ๆ มากขึ้นกว่าแต่ก่อน ที่มันแย่ก็คือว่า
เรื่องที่ได้ยินเกี่ยวกับแต่ละคนนี่ ค่อนข้างจะกึ่งไปทางเป็นเรื่องเศร้าซะเยอะหน่อย
ความเศร้ามันพาคุณไปได้ไกลขนาดไหนกันครับ ?
ตั้งคำถามกับทุกอย่าง....หมกหมุ่นจมจ่อม....ปิดตัวเอง ?
วัน ๆ ฟังแต่เพลงเศร้า...ไม่ค่อยอยากเจอผู้คน....คิดว่าทำไมกูถึงซวยขนาดนี้ ? ทำอะไรเหม่อลอย...โทษคนอื่นจนไม่รู้จะโทษใครเลยกลับมาโทษตัวเอง...เซ็ง เครียด กินเหล้า ? และอื่น ๆ อีกมากมายที่ความเศร้าจะพาเราไป
(ถึงความเศร้าจะพาเราไปได้ไกล แต่ผมว่ามันคงเป็น trip ที่ไม่น่าอภิรมย์เท่าไหร่)
บางทีผมสังเกตว่า คนเศร้าส่วนใหญ่มักจะมีจุดร่วมบางอย่างร่วมกัน เช่น
การพยายามหาคำตอบให้กับความเศร้าของตัวเอง แต่ก็ไม่เคยเจอสักที หรือถ้าเจอก็คิดมากเชื่อมโยงเรื่องราวต่าง ๆ มาต่อกันจ นบางครั้งมันก็กลายเป็นเรื่องเศร้าเรื่องใหม่ไปซะได้
สุดท้ายมันก็เศร้ากันไปแบบไม่มีที่สิ้นสุด คำตอบว่าเราเศร้าเพราะอะไรมันสำคัญขนาดไหนครับ ?
บางครั้งเวลาผมเศร้าผมก็เคยพยายามหาคำตอบ...แต่บ่อยครั้งผมพบว่าไอ้การหาคำตอบ
เนี้ยมันเป็นการส่งเสริมความหมกหมุ่นในห้วงอารมณ์ของผมซะมากกว่าจะช่วยให้ผมคลี่คลาย บางครั้งถึงรู้ไปว่าเศร้าเรื่องอะไร ก็ไม่ได้ช่วยให้เราหายเศร้าเลย แล้วสุดท้ายเนี้ย คำถามว่าเราเศร้าเพราะอะไร ก็คงจะไม่สำคัญเท่า เราจะออกจากความเศร้านี้ไปได้ยังไงใช่มั้ยครับ ? จริงอยู่ครับ ถ้าเราไม่เข้าใจความเศร้าของตัวเองมันอาจจะไม่ได้ทำให้เราเกิด
การเรียนรู้ว่าเราจะรับมือกับความเศร้าพวกนี้ได้ยังไง แต่เอากันแต่พอดี ๆ แล้วกันนะครับ คิดกันไปเยอะ ๆ มันจะเข้าข่ายหมกหมุ่นซะมากกว่าจะช่วยให้เกิดอะไรที่ดีขึ้น
ดังนั้นวันนี้มาคิดสั้น ๆ เหมือนการ์ตูนสามช่องดีไหมครับ เข้าใจง่ายรู้เรื่องเร็ว
อย่าไปคิดมาก ๆ กับความเศร้าเป็นหนังยาว drama เลยน่ะครับ เดี๋ยวจะคิดสั้นเอา ;) ปล. ที่หายไปไม่มา up blog เนี้ยไม่ได้เป็นเพราะผมหลงทางอยู่ในความเศร้านะครับ 55+ December 25 little big adventureจากความเป็นวัยรุ่นที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์โลกของผมและผองเพื่อน
จากความเป็นเด็กที่ไม่เคยวางแผนอะไรเลยแบบที่ใคร ๆ ก็ว่าผม เช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา ผมเลยไปหายใจอยู่บนอุทยานแห่งชาติน้ำหนาว ที่ จ.เพชรบูรณ์ อย่างงง ๆ ( คุ้งเพื่อนสนิทผมบอกว่า เป็นเพราะพวกเรา กำลังต้องการอะไรแบบนี้อยู่พอดี trip อันฉุกละหุกอย่างที่สุดนี้จึงเกิดขึ้นมาได้ แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่าไหร่หรอกครับ ) การเดินทางทุก ๆ ครั้ง เรามักจะเจอกับคนแปลกหน้าที่ยังไงเราก็รู้ว่า
ชีวิตนี้เราคงได้เจอกับเค้าเพียงครั้งเดียว เป็นช่วงคาบเกี่ยวอันบังเอิญสั้น ๆ แต่ที่ trip นี้ที่ต่างออกไปเพราะ คนที่ผมเจอทุกคนเป็นคนดีจนน่าประหลาดใจ ( อันที่จริงแล้วคำว่าคนดีอย่างจนประหลาดใจ ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ ถ้าผมไม่ได้เป็นคนที่ ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองมากเกินไป คำว่าน่าประหลาดใจ น่าจะใช้กับคนเลวมากกว่า เลวจนน่าประหลาดใจ... ) อย่างน้อย ๆ น้ำใจที่ได้จากคนแปลกหน้าที่เจอ ผมก็สัมผัสได้ว่าเขาให้เพราะอยากให้
ไม่ได้หวังว่าจะต้องมีการตอบแทนอะไรให้กัน เพราะโอกาสที่จะเจอกันอีกคงน้อยมาก เป็นการให้ แบบไม่ต้องติดค้าง ไม่ต้องคิดมาก แล้วก็จากกันไปแบบไม่ต้องมีอาลัยอะไรกัน เพราะอย่างน้อย ๆ ในชีวิตนี้เราก็ได้เจอกันแล้ว และได้ทิ้งความทรงจำดี ๆ ไว้ให้กัน แล้วจะยังต้องการอะไรมากกว่านี้อีกหรือ ? เวลาเจออะไรแบบนี้ผมก็แอบคิดว่าชีวิตแบบนี้ก็คงดีเหมือนกัน ไม่ต้องผูกมัด
ไม่ต้องคาดหวังอะไรอีก...บางทีผมก็ล้ากับความสัมพันธ์แบบที่มันซับซ้อนมากเกินไป ของโลกใบนี้เต็มที ต้องมาทำดีหวังให้คนรู้สึกดีกับเรา ต้องทำไปตามสิ่งที่คนอื่นคาดหวัง แล้วสุดท้ายเวลาอะไร ๆ มันเริ่มเลวร้าย ไอ้ที่เราคิดว่าดีมันก็กลายเป็นเรื่องที่กลับมาบ่อนทำลาย ชีวิตเราได้อีกอยู่ดี ความรู้สึกดีบางอย่าง คงไม่ต้องซับซ้อนมาก ไม่ต้องใช้เวลามาก แค่น้ำใจดี ๆ มิตรภาพดี ๆ
ในช่วงเวลาที่ถูกต้อง แล้วก็จากกันไป...คงจะง่าย และอิ่มเอมกว่ากันเยอะ.... บล๊อกนี้ขออุทิศให้
พี่อัมพร ที่ได้ไปพบที่เพชรบูรณ์สำหรับการดูแลอย่างอบอุ่น พี่ ๆ ที่อุทยาน ทุกคนสำหรับความสะดวกหลายประการ คุณป้าตลุยแดนหนาวที่ให้คำแนะนำในการรักษาร่างกายให้อุ่นในเช้าวันเสาร์ คุณพี่ที่ถ้ำใหญ่น้ำหนาว ที่ให้การผจญภัยสนุก ๆ คุณป้ารถกระบะ ที่ให้ติดรถออกไปจากอุทยาน คุณพี่วัยรุ่น ที่แวะมาให้ฟิลม์ฟรี ๆ กับนัทหนาว คุณพี่โคตรวัยรุ่น ที่ให้ติดรถลงไปหล่มสัก การทำความเร็วลงเขาของพี่น่าประทับใจมาก สภาพอากาศที่ทำให้ผมได้ชื่มชม และดื่มด่ำ กับ trip นี้ได้อย่างเต็มที่ และขอบคุณ ร้อน หนาว คุ้ง ช่อน โอ สำหรับผู้ร่วม trip ที่เล็ก ๆ แต่ใหญ่ นี้
แค่นี้คงพอแล้วสำหรับหนึ่ง trip สั้น ๆ ของผม.....trip ของคนที่กำลังหลงทาง.... December 19 fragileเคยได้อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับไม้ที่ถูกตอกตะปูไหมครับ
เรื่องนี้เขาบอกเอาไว้ว่า ไม้ที่ถูกตอกตะปูแล้วแม้จะถอนตะปูออก ยังไงมันก็ยังจะทิ้งรอยเอาไว้บนผืนไม้นั้นตลอดกาล อันที่จริงแล้ว เรื่องราวคล้าย ๆ กันนี้ก็เคยถูกพูดถึงในบทเพลงของคุณอิทธิ
เพลงที่เขาร้องว่า "แก้วที่มันร้าวไม่นานก็คงจะแตก ใจที่มันร้าวไม่นานก็คงจะแหลก
แตกสลาย...ไม่มีทางเหมือนเดิม" คงเคยได้ยินกันใช่มั้ยครับ อันที่จริงสิ่งที่ผมจะพูดในตอนนี้ก็คือ
เรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์นั่นแหละครับ.... ผมเชื่อว่าอย่างน้อย ๆ ทุก ๆ คนก็คงจะได้พบเรื่องแบบนี้กันบ้างใช่ไหมครับ
กับเวลาที่เราได้ฝากรอยตะปูไว้ในความรู้สึกของคนอื่น หรือเราจะเป็นฝ่ายถูกตอกตะปูเสียเอง เวลานั้นเราก็จะได้ค้นพบว่า การรักษาความสัมพันธ์อันเปราะบางนั้นมันยากลำบากแค่ไหน บางทีผมก็ยังสงสัยว่าการพยายามจะรักษาความสัมพันธ์อันนั้นไว้มันจะคุ้มค่าแค่ไหนกัน....
คนเรามีความพยายามมากแค่ไหนกันครับ ที่จะรักษาความสัมพันธ์ที่เรารู้ว่าไม่ว่าจะยังไงก็ไม่มีวันเหมือนเดิมไว้ แน่นอนครับของทุก ๆ อย่างก็มีราคาของมัน ไม่เว้นแม้แต่การรักษาความสัมพันธ์ ผมว่ามันคล้าย ๆ กับกรณีรถชนที่ค่าซ่อมมันแพงจนซื้อรถใหม่ไปเลยยังไงก็คุ้มกว่านั่นแหละครับ
เป็นคุณคุณจะซ่อมรถหรือว่าทิ้งมันเป็นเศษเหล็กให้ย้ำเตือนว่าเคยมีอุบัติเหตุในชีวิตกันครับ....?
บางทีจะเอาเรื่องรถที่คิดกันด้วยตรรกะกับเรื่องที่ตรรกะเข้าไม่ถึงอย่างความรู้สึกก็ดูจะน่าเกลียดไปหน่อย
แต่พวกคุณคิดว่ายังไงกันครับ...มันยังมีทางออกที่สามอีกรึเปล่า...ที่ทำให้เรายังรักษาความสัมพันธ์นั้นเอาไว้ได้ อย่างสนิทใจ ไม่รู้สึกว่าเคยทำผิดใด ๆ ต่อกัน ไม่รู้สึกว่าติดค้างอะไรกันอยู่ ไม่ถึงขนาดต้องลดช่องว่างให้ใกล้กันเหมือนเดิม เอาแค่ให้รู้สึกว่าความสัมพันธ์ดี ๆ บางอย่างมันยังคงอยู่ก็พอ.... ใครคิดได้ช่วยบอกผมด้วยนะครับ พอดีผมทำแก้วตกแตกซะแล้ว...
|
||||
|
|